IBM ตัดสินใจขายธุรกิจ IBM Watson Health กลับมาโฟกัสธุรกิจ Hybrid Cloud และ AI
ข่าวใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ IBM ได้ประกาศขาย IBM Watson Health ธุรกิจฐานข้อมูลและเครื่องมือการวิเคราะห์ด้านการดูแลสุขภาพ ให้กับ Francisco Partners เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มกราคม 2022 ที่ผ่านมา เหมือนเป็นการประกาศยอมแพ้ของ IBM ต่อธุรกิจด้านบริการข้อมูลสุขภาพอย่างเป็นทางการ
สรุปเกี่ยวกับ IBM Watson Health
IBM จัดตั้งหน่วยงาน IBM Watson Health ในปี 2015 เพื่อต่อยอดธุรกิจในการให้บริการข้อมูลสนับสนุน แพทย์ นักวิจัย และ
ผู้ทำประกัน ในการแก้ปัญหาด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยลงทุนเข้าซื้อธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขภาพอย่างต่อเนื่องด้วยเม็ดเงินกว่า
4 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งในส่วนของข้อมูลการดูแลสุขภาพ การพัฒนากระบวนการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานและมะเร็งเป็นต้น
ตัวอย่างที่ธุรกิจที่ IBM เข้าซื้อกิจการ อาทิ
- ธุรกิจวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ (Health Analytics) – Truven Health Analytics
- ธุรกิจข้อมูลดูแลผู้ป่วย (Patient Engagement) – Phytel
- ธุรกิจประมวลผลภาพทางการแพทย์ (Medical Image Processing) – Merge Healthcare
การเข้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่องนี้ก็เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (business ecosystem) ของ IBM Watson Health ให้มีความแข็งแกร่ง
มีนักวิเคราะห์ธุรกิจจำนวนมากนำเสนอ Business Model Canvas ที่สะท้อนถึงการมองโมเดลของ IBM Watson Health ว่าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความรอบคอบ โดยพิจารณาระบบนิเวศทางธุรกิจแบบองค์รวม ดังตัวอย่างต่อไปนี้
นอกจากนี้ยังมีบทวิเคราะห์ธุรกิจที่เห็นว่าธุรกิจนี้น่าจะเป็นธุรกิจใหม่ที่สร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด หรือ new s-curve ให้กับ IBM
แต่เมื่อต้นปี 2021 หนังสือพิมพ์ WallStreet Journal รายงานว่า IBM Watson Health น่าจะมีรายได้เพียง 1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐและไม่มีความสามารถในการทำกำไร
จนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทาง IBM ก็ประกาศขายธุรกิจอย่างเป็นทางการ
เหตุผลของการขายธุรกิจที่แถลงโดยผู้บริหารของ IBM มี 2 เหตุผลหลักที่สรุปได้จากข่าวคือ
- ธุรกิจด้านสุขภาพเป็นธุรกิจที่เปราะบาง (subtle) และ มีกฎระเบียบ (regulated) ที่เคร่งครัด เพราะเกี่ยวเนื่องกับความเป็นความตายของมนุษย์ ดังนั้นต้องมีการดำเนินงานอย่างรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง ทาง IBM อาจมองโลกในแง่ดี (Optimistic) เกินไปตอนที่ตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจนี้
- การแข่งขันในธุรกิจเทคโนโลยีสุขภาพ (Health Tech) เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีการเกิดขึ้นของ Health Tech Startup รายใหม่จัดตั้งขึ้นมากมาย ตลอดจนการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเข้าร่วมทุน/เข้าซื้อกิจการธุรกิจเทคโลยีสุขภาพ อาทิ
ดังนั้น IBM จึงตัดสินใจขายธุรกิจ IBM Watson Health แล้วกลับไปมุ่งเน้นที่ธุรกิจหลัก คือ Hybrid Cloud และ AI
ถอดบทเรียนเพื่อเพิ่มเซนส์ด้านธุรกิจ
โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา คนภายนอกอย่างเราไม่สามารถทราบถึงเหตุผลที่แท้จริงของการตัดสินใจขายธุรกิจนี้ของ
IBM ในครั้งนี้ได้อย่างแน่ชัด
ตอนที่ IBM ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เข้าสู่ธุรกิจนี้น่าจะผ่านการพิจารณากลั่นกรองด้วยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโอกาสการเติบโตและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 6 ปี ก็น่าจะมีข้อมูลเชิงลึกอีกชุดหนึ่งที่หนักแน่นเพียงพอที่สนับสนุนให้ IBM เลือกที่จะตัดสินใจขายธุรกิจนี้ออกไป
ผมเชื่อว่าก่อน IBM ตัดสินใจน่าจะมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจำนวนมาก โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทางในการตัดสินใจคือ
- สนับสนุนให้ผู้บริหารตัดสินใจลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจนี้ให้ล้ำหน้าคู่แข่งขันที่เพิ่มขึ้น
- สนับสนุนให้ผู้บริหารตัดสินใจออกจากธุรกิจนี้ เนื่องจากประสิทธิภาพการทำกำไรต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ และผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มก็ไม่คุ้มค่ากับเงินที่จะต้องจ่ายออกไป
การตัดสินใจครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นความท้ายทายอย่างยิ่งยวด เพราะมีผลกระทบต่อธุรกิจมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทที่เพิ่งลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีอัตราการเติบโตสูง
จากวลีของ Steve Jobs ที่ว่า “You can't connect the dots looking forward; you can only connect them looking backwards.” ทำให้ผมเข้าใจสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า ณ ตอนที่เราวิเคราะห์ข้อมูลเราไม่ทราบอนาคตใดๆ เลย เราเพียงคาดการณ์ด้วยข้อมูลเชิงลึก (insights) ที่มีอยู่อย่างรอบคอบที่สุด
ณ ตอนที่อ่านข่าวประกาศขายกิจการของ IBM ผมเกิดคำถามขึ้นว่าเหตุใดที่ทำให้ IBM ตัดสินใจขายกิจการ จึงตัดสินใจค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งในส่วนข่าวการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหาร และบทวิเคราะห์ต่างๆ พบว่าสาเหตุน่าจะอธิบายได้ด้วยแนวคิดการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่คู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยาก หรือ Unfair Competitive Advantage (ศึกษารายละเอียดได้ที่ บทความ 4 คำถามเพื่อพัฒนาเซนส์ด้านธุรกิจ)
- ยึดถือลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric)
- ทำได้ดีกว่าคู่แข่ง (Better than Competitors)
- ยากต่อการลอกเลียนแบบ (Hard to Duplicate)
จากคุณลักษณะทั้ง 3 ประการข้างต้นผมเห็นว่า IBM จำเป็นต้องใช้เงินอีกจำนวนมหาศาลพัฒนาคุณลักษณะข้อ 2 ทำได้ดีกว่าคู่แข่ง และข้อ 3 ยากต่อการลอกเลียนแบบ ซึ่งอาจการลงทุนนี้น่าจะไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์
ซึ่งวัดผลด้วยคำถามของเซนส์ด้านธุรกิจข้อที่ 4 คือ "ได้กำไรเท่าไร (How much can be earned?)"
จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่ IBM ตัดสินใจขายธุรกิจนี้เนื่องจาก มีการแข่งขันสูงจากคู่แข่งรายใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
โดยคาดว่า IBM จะนำเงินที่ได้ไปลงทุนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ธุรกิจหลัก คือ Hybrid Cloud และ AI ซึ่งแม้ว่าจะมีการแข่งขันที่สูงมากเช่นกัน แต่ IBM น่าจะมีข้อมูลเชิงลึกที่ประเมินแล้วว่าการลงทุนในธุรกิจหลักของ IBM นี้สามารถทำได้ดีกว่าคู่แข่ง และยากต่อการลอกเลียนแบบ ด้วยผลตอบแทนที่คุ้มค่าในการลงทุนมากกว่าธุรกิจบริการข้อมูลสุขภาพที่ขายไป
คงต้องติดตามข่าวสารและสถานการณ์ต่อไปว่า IBM จะขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่คู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยากในธุรกิจ Hybrid Cloud และ AI อย่างไร เพราะกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งโลก รวมถึง IBM ก็จะได้รับผลกระทบนั้นด้วยเช่นกัน
ประเด็นหลักที่ผมได้เรียนรู้คือหลักการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ผู้บริหารต้องใช้เซนส์ด้านธุรกิจช่วยตัดสินใจว่าควรลงทุนในธุรกิจใดที่ได้ผลตอบแทนที่ยังยืนสูงที่สุดจากข้อมูลเชิงลึกที่มีอยู่ แม้การตัดสินใจครั้งใหม่จะขัดกับการตัดสินใจในครั้งก่อนแบบตรงข้ามก็ตาม เมื่อมีข้อมูลเชิงลึกที่หนักแน่นเพียงพอก็ต้องกล้าตัดสินใจ
บทความนี้ผมขอเสนอไอเดียให้ทุกท่านเมื่ออ่านข่าวธุรกิจที่ท่านสนใจแล้ว ลองฝึกคิดเชื่อมโยงกับแนวคิด 4 คำถามเพื่อพัฒนาเซนส์ด้านธุรกิจ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นแบบฝึกหัดช่วยให้ท่านสามารถวิเคราะห์ข้อมูลในธุรกิจของท่านได้เฉียบคมขึ้น
"Give me six hours to chop down a tree and I will spend the first four sharpening the axe." - Abraham Lincoln
